สังคมผ่านพ้นภัย..หากสอนเด็กยุคใหม่ให้มีจิตสาธารณะ

ที่มา: http://www.manager.co.th/family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000128900

สอนให้ลูก ๆ และเด็ก ๆ ของเรามีจิตสาธารณะกันให้มากเพื่อความสุขจะเกิดขึ้นในสังคมได้



ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังประสบภัยพิบัติมากมายโดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยเวลานี้ หลายคนต่างต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะหาทางออกจากปัญหาให้ได้ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม แต่บางสถานการณ์ก็เลวร้ายและรุนแรงเกินกว่าจะช่วยเหลือให้ตนเองพ้นจากภาวะเช่นนั้นได้

ดังนั้นการได้รับความช่วยเหลือจากทางอื่น จึงเป็นเหมือนความหวังและกำลังใจอย่างดี ในยามยากเช่นนี้การที่เราได้เห็นมิตรภาพหรือน้ำจิตน้ำใจของคนไทยด้วยกันเอง ที่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ตกทุกข์ได้ยาก จึงเป็นเหมือนพลังที่จะทำให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายต่างๆได้อย่างดีที่สุด ซึ่งการมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเช่นนี้เราเรียกว่าการมี "จิตสาธารณะ" นั่นเอง

จิตสาธารณะ (Public mind) หรือการมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เกิดจากความรู้สึกนึกคิดในจิตใจรวมถึงการมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดีที่มีอยู่ในพื้นฐานของจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแสดงออกมาภายนอกปรากฏเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดผ่านการกระทำของบุคคล ซึ่งการแสดงออกของบุคคลที่มีจิตสาธารณะจะมีลักษณะสำคัญอยู่ 2 ประการคือ


  1. เป็นบุคคลที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ทั้งมีความรับผิดชอบในส่วนของตน ไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่น เช่น การไม่เอาเปรียบผู้อื่น การไม่ประพฤติคดโกง
  2. มีการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้เกิดในสังคมและการไม่ทำลายสังคมไม่ว่าทางใดก็แล้วแต่ เช่น รักษากฎระเบียบที่ดีงาม อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย ช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลังและความสามารถของตนเอง


การสร้างจิตสาธารณะนั้นควรเริ่มสร้างกันตั้งแต่วัยเด็กให้มันอยู่ในสายเลือดของเด็กไทยเลยได้ยิ่งดี เพราะหลายประเทศที่มีความมั่นคงก้าวหน้าในทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่เขาสร้างให้เด็ก ๆ มีจิตสำนึกในการรู้จักหน้าที่และรักในสังคมของตนนั่นเอง จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องช่วยกัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกมีจิตสาธารณะด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. ฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อตนเอง

เริ่มตั้งแต่เรื่องส่วนตัว เช่น ฝึกให้ลูกรับประทานอาหารให้หมดจาน ฝึกให้เก็บของให้เป็นที่เป็นทาง เรื่อยมาจนถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ๆได้รับมอบหมาย เช่น ให้ทำการบ้านให้เสร็จ รดน้ำต้นไม้ หรือนำอาหารให้สัตว์เลี้ยง การฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อตนเองเป็นการสร้างจิตสาธารณะในส่วนของการไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

2. ฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น

- ต่อครอบครัว คือ ฝึกให้ลูกเคารพและเชื่อฟังในคำสั่งสอน ทั้งฝึกให้เขารู้จักการดูแลพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ เช่น เมื่อคุณพ่อคุณแม่กลับมาบ้านก็ต้องไหว้สวัสดี และหาน้ำมาให้ดื่ม หรือเมื่อท่านไม่สบายก็คอยเช็ดตัวให้

- ต่อคุณครู และสถานศึกษา คือ ฝึกให้เขาเห็นถึงความสำคัญของผู้ให้ความรู้โดยการตั้งใจเรียนหนังสือ มีกิริยามารยาทที่ดีกับคุณครู รักในสถานศึกษาของตนโดยประพฤติอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียน

- ต่อเพื่อนฝูง คือ ฝึกให้เขารักในพวกพ้องของตน โดยการให้มิตรภาพที่ดีและแสดงความจริงใจต่อเพื่อนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย จะเรียนเก่งหรือไม่เก่ง เมื่อเขาเป็นเพื่อนเรา ๆ ก็จะต้องรักและดูแลช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ เช่น เมื่อเพื่อนไม่เข้าใจบทเรียนก็ช่วยสอน เมื่อเพื่อนขาดเหลือสิ่งใดก็แบ่งปันให้ เมื่อเพื่อนมีปัญหาก็ให้กำลังใจ

3. ฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

สิ่งแรกที่ต้องฝึกคือการให้ลูกรู้จักสิทธิของผู้อื่นที่อยู่ร่วมสังคมกับเรา และการเคารพสิทธิของผู้อื่นคือสิ่งที่ต้องกระทำ ดังนั้นสิ่งใดที่เป็นสิทธิของส่วนรวมแล้วเราจะต้องร่วมรักษาให้อยู่อย่างเรียบร้อยปกติเพื่อประโยชน์ของทุกคนในสังคม เช่น การรักษาสภาพแวดล้อมให้สะอาดสวยงาม โดยการไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดให้ถนนหนทางสกปรก ไม่ขีดเขียนบนกำแพงหรือตามป้ายรถประจำทางเพราะทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่ถ่มน้ำลายหรือเสมหะตามพื้นเพราะจะทำให้เป็นแหล่งกระจายเชื้อโรค ไม่ทิ้งเศษอาหารลงในท่อระบายน้ำเพราะจะทำให้ท่ออุดตันและมีกลิ่นเน่าเหม็น ไม่ตัดไม้ทำลายป่าเพราะจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้

ประการที่สองคือการฝึกให้ลูกอยู่ในกฏระเบียบที่ดีงามของสังคมและเคารพต่อ กฎหมายบ้านเมือง เช่น ฝึกให้ลูกข้ามถนนโดยใช้สะพานลอย ฝึกให้ลูกต่อคิวเวลาซื้อของ

ประการต่อไปคือฝึกให้ลูกรู้จักการเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือผู้อื่น เช่น ฝึกให้ลูกช่วยคนแก่ชราถือของ ฝึกให้ลูกช่วยจูงคนพิการข้ามถนน ฝึกให้ลูกให้ทานแก่คนขัดสน

อย่างในสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกมีจิตสาธารณะได้โดยการให้ลูกช่วยจัดถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย ให้ลูกนำเงินที่เขาเก็บออมไว้บางส่วนไปบริจาคช่วยเหลือ หากลูกโตแล้วก็อาจจะพากันไปช่วยบรรจุถุงกระสอบทราย หรือไปเยี่ยมเยียนเพื่อพูดคุยให้กำลังใจแก่คนที่มีปัญหาเรื่องความเครียดหรือความเจ็บป่วยจากการประสบภัยพิบัติ

การสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องควบคู่ไปกับการสอนให้ลูกรู้จักการช่วยเหลือและรักผู้อื่นด้วย ไม่เฉพาะแต่การช่วยเหลือกันในยามยากลำบากเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถจะทำอะไรเพื่อใครได้ตามกำลังความสามารถของเรา แล้วก็จงสอนลูกว่าอย่านิ่งนอนใจ เพราะน้ำใจแม้เพียงเล็กน้อยที่เราแสดงให้แก่กันและกันนั้น เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสุขให้กับสังคมและประเทศชาติได้ และไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม จิตสาธารณะเหล่านี้จะทำให้เราทั้งหลายผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน