หล่อหลอมแนวความคิด ด้วยความคิดเชิงบวก

คนเรามีความคิด มีเหตุ มีผล และ มีการพัฒนาตนเองขึ้นมา ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ คนเราสร้างสิ่งที่ช่วยเหลือการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย การกิน อยู่ หลับ นอน หรือแม้นแต่ทำกิจวัตรประจำวัน เราก็มีเครื่องมือต่างๆ มากมาย ที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ตนเองสดวกสบายขึ้น

ความสำเร็จของคนเรานั้น ก็เหมือนกับการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนตัวเพื่อทำให้ตัวเองได้รับผลจากความสำเร็จนั้นๆ การจะสร้างเครื่องมือสักอย่าง เราต้องเชื่ออย่างมั่นใจ และ มีเหตุผล สนับสนุนว่า การทำเช่นนั้น จะส่งผลให้มีเครื่อมือนั้นมาใช้งานจริงๆ เราต้องรู้องค์ประกอบของเครื่องมือฉันใด เราก็ต้องรู้ว่าเราจะประสบความสำเร็จต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบด้วยฉันนั้น เราจึงต้องคิดย้อนกลับจากอนาคตที่เราต้องการจะเป็น หรือ ต้องการประสบความสำเร็จ แล้ว

แค่นั้นยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีแนวความคิดที่ดี และ สร้างสรร หลายคนคิดว่า ตัวเองไม่มีความสามารถไปถึงจุดนั้น ก็จะทำให้เขาไม่มีความสามารถเช่นนั้นด้วย แต่ถ้ามีมุมมองว่า คุณจะทำอย่างไรให้ตัวคุณเองประสบความสำเร็จ หรือ จะสร้างนิสัยอย่างไรให้เกิดขึ้นกับตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็น ทัศนคติเชิงบวก ที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นภายในความคิดของเราให้ได้ การมีทัศนคติเชิงบวก จะทำให้เรามีแรงผลักดันทั้งภายใน และ ภายนอก ในการทำสิ่งใดๆให้ประสบความสำเร็จ คนเราถ้ามีทัศนคติเชิงบวก มากเท่าไหร่ ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองได้รวดเร็วเท่านั้น

ทัศนคติเชิงบวก จะนำมาซึ่ง การนับถือตัวเอง ทำให้เรามองโลกในแง่ดี มีความคิดที่จะมุ่งสู่ทิศทางที่ต้องการ เมื่อสิ่งที่ดีๆเหล่านี้เกิดขึ้นในตัว ก็จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก แต่การสร้างให้เรามีทัศนคติเชิงบวกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีการที่จะสร้างให้มีทัศนคติเชิงบวกมีหลากหลายวิธี แต่ผมใช้วิธีเหล่านี้...

1. เปลี่ยนความคิดเชิงตำหนิ กลายมาเป็นยอมรับความเป็นจริงของตนเอง
ส่วนใหญ่เวลาที่คนเราไม่พอใจอะไร จะตำหนิคนอื่น หรือ สิ่งรอบข้างก่อนเสมอ ที่ทำให้เขาไม่พอใจ หรือ ขัดใจ หรือ ไม่ได้อย่างที่หวัง ชีวิตผมส่วนใหญ่มักจะหาเหตุ และ ผลของสิ่งที่ทำให้ผมไม่สบายใจก่อน แต่บางครั้ง เหตุและผล ก็ไม่สามารถจะยับยั้งความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ แต่อย่างน้อย เวลาเรารู้ว่า เหตุคืออะไรที่ทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำให้เรามีความคิดเชิงบวกได้มากขึ้น ถึงแม้นว่า เราจะมีปฏิกริยาบางอย่างที่ตรงข้ามหรือ กลายเป็นแบบคนอื่นๆทั่วไปที่กระทำกับเรื่องเหล่านั้น ก็ไม่แปลก แต่อย่างน้อย เราต้องเข้าใจเหตุผลจริงๆ และพยายามยอมรับมันให้ได้ เปลี่ยนการตำหนิตัวเอง หรือตำหนิสิ่งแวดล้อม กลายมาเป็นเหตุเป็นผล และ ยอมรับความเป็นจริงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้

2. หากจะต่อว่าลูกน้อง ให้หาข้อดีของเขาสัก 5 ข้อ ก่อนจะต่อว่าเขา 1 ข้อ
มีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตการเป็นผู้บริหารระดับต้น ผมจะไม่ต่อว่าลูกน้องผมเลยหากผมไม่สามารถหาข้อดีมาบอกเขาได้ 5 ข้อ นั่นหมายถึง ผมตั้งข้อจำกัดให้กับตัวเอง ให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามของลูกน้องก่อน เพื่อไม่ให้การต่อว่าเขานั้น ทำไปด้วยความใจร้อน หรือ เอาแต่ความคิดของตนเองเป็นหลัก ผลที่ได้คือ ผมเห็นจุดแข็งของพวกเขา และ ดึงเอาศักยภาพของพวกเขาออกมา ทำให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น โดยต่อว่าเขาน้อยมาก และ ผมก็จะเข้าใจพวกเขามากขึ้น เห็นใจพวกเขามากขึ้น

3. มองให้เห็นว่า สิ่งที่เรากำลังทำนั้น ส่งผลดีกับใครบ้างอยู่เสมอๆ
ถ้าเราคิดว่า สิ่งที่เราทำนั้นส่งผลดีกับคนอื่น โดยคนอื่นอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จะทำให้เรามีแรงที่จะทำให้กับคนอื่นได้มากขึ้น การกระทำที่หวังจะทำเพื่อประโยชน์ให้กับคนอื่นนั้น จะเป็นการกล่อมเกลาจิตใจของคนเราให้มองเห็นคุณค่าของตนเอง และ เห็นคุณค่าของคนอื่นๆ ไม่ว่าเราจะรู้จัก หรือไม่รู้จัก ก็ตาม ยิ่งถ้าเราทำเพื่อไม่หวังผลด้วยแล้ว สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมความคิดให้กลายเป็นคนชอบช่วยเหลือ และ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ก็ต้องศึกษาคนให้รู้เท่าทันคนด้วย จะทำให้เราเข้าใจเขาได้มากยิ่งขึ้นด้วย

4. สร้างวินัยให้กับตัวเองให้เป็นคนที่ทำงานให้เสร็จทันเวลากำหนด หรือ เสร็จก่อนกำหนด ทำให้เรามีความรู้สึกว่า งานเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เรารับผิดชอบ
การรับผิดชอบตนเอง สร้างวินัยให้กับตนเองทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลา เห็นคุณค่าของตนเอง และ เห็นความสามารถของตนเองว่าอยู่ระดับใด อีกทั้งยังทำให้เราเข้าใจตนเองได้มากขึ้น ขอความช่วยเหลือ หรือ คำแนะนำจากคนอื่นได้ทันท่วงที
สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่ผมหล่อหลอมแนวความคิดของผมเสมอๆ ถึงแม้นว่ามันอาจจะไม่ดี แต่แค่นี้ผมก็คิดว่า มันทำให้ผมมีมุมมองทางบวกได้มากขึ้นครับ และหวังว่ามันอาจจะช่วยเพื่อนๆได้แนวความคิดที่สามารถเอาไปพัฒนาต่อได้...

ที่มาข้อมูล     http://www.bloggang.com