เด็กกับการออมเงิน


วันเด็กเพิ่งจะผ่านพ้นไป ผู้ปกครองหลายๆท่านก็ได้พาลูกหลานไปทำกิจกรรมต่างๆ อาจเข้าประกวดแข่งขัน ได้ของรางวัลหรือได้เงินรางวัลมา นอกจากนี้ก็ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว สำหรับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ก็อาจจะมีการเตรียมเงินขวัญถุงไว้แจกเด็กๆ ในวันนี้จึงอยากจะขอเขียนถึงการจัดการเงินออมของเด็กค่ะ

เด็กควรจะได้รับการสอนให้รู้จักออมเงิน แต่สำหรับเด็ก เงินออมไม่ใช่ส่วนที่ต้องกันไว้ก่อนใช้เหมือนผู้ใหญ่นะคะ เงินออมสำหรับเด็ก คือส่วนที่เหลือจากการใช้ โดยส่วนใหญ่เด็กจะได้เงินไว้ใช้ในการบริโภค คือได้ค่าอาหารและค่าขนม ส่วนความต้องการอื่นๆ เช่น ค่าเสื้อผ้า หนังสือ พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะจัดหาให้อยู่แล้ว

เงินออมของเด็กจึงควรจำกัดลงไปเฉพาะเงินที่เหลือจากค่าขนม และเงินที่พิเศษจากเทศกาลและโอกาสต่างๆ เงินรางวัลที่ได้จากการชนะการแข่งขัน การประกวด หรือเงินพิเศษจากการทำงานในยามว่างหารายได้ สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย เพราะหากท่านบังคับให้เด็กออมก่อนใช้ บุตรหลานของท่านอาจขาดอาหาร ร่างกายไม่แข็งแรงได้ การออมก่อนใช้เป็นวิธีการที่ใช้กับผู้ใหญ่ที่มีรายได้เท่านั้นค่ะ

หากเด็กมีค่าขนมเหลือ ควรจะให้เก็บในกระปุกออมสิน และเมื่อมีปริมาณมากพอสมควรแล้ว ควรจะนำไปฝากธนาคารค่ะ แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่รับเหรียญของท่านเข้าบัญชี ท่านควรจะนำไปแลกเป็นธนบัตรก่อนแล้วจึงนำไปฝาก การฝากควรจะเป็นชื่อท่านเพื่อเด็ก หรือเป็นชื่อเด็ก โดยท่านมีอำนาจเบิกถอนแทน

การแยกให้เด็กมีบัญชีเป็นของตัวเองต่างหากทำให้เด็กมีความภูมิใจ และจะเป็นแรงจูงใจในการออมอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้ปกครองจึงไม่ควรมองข้ามจุดนี้ไป

เมื่อเงินฝากเพิ่มจำนวนขึ้น ท่านควรจะนำไปลงทุน จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พันธบัตร หรือกองทุนผสมก็แล้วแต่ค่ะ เพราะส่วนใหญ่เงินจองซื้อขั้นต่ำจะไม่สูง ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ท่านอาจจะสอนเรื่องความเสี่ยง เรื่องความเป็นเจ้าของกิจการและกันเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนหุ้นทุนก็ได้ แต่ไม่แนะนำสำหรับเด็กเล็กๆ

นักจิตวิทยาแบ่งช่วงชีวิตของคนเราเป็น 5 ช่วง ช่วงแรกคือตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงเรียนจบชั้นประถม คือจนถึงอายุประมาณ 12 ปี ช่วงนี้คือวัยเด็กค่ะ วัยนี้ต้องให้เด็กได้เล่น เพราะการเล่นจะเป็นการค้นหา ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ พร้อมทั้งเรียนรู้ไปในตัว ดิฉันจำได้ว่าในวัยเด็ก แต่ละวันจะยาวนานเพราะมีเรื่องให้เรียนรู้มากมายเหลือเกิน พอโตขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่น้อยลง เพราะชีวิตประจำวันจะคล้ายๆเดิม วันเวลาก็จะผ่านไปเร็วขึ้น ปีหนึ่งๆผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ

การเรียนรู้เป็นธรรมชาติของเด็ก ในวัยเรียนเราต้องกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจ แล้วเด็กจะเรียนรู้ได้เร็วค่ะ บางครั้งอาจจะแสดงความสนใจในสิ่งที่สามารถยึดเป็นอาชีพต่อไปได้ ในวัยเด็กด้วยซ้ำไป เช่น ดนตรี กีฬา นักจิตวิทยากล่าวว่า การเล่นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสมองและอารมณ์ ดังนั้นถ้าเราทำให้การออมและการลงทุนเป็นเรื่องของความสนุก เป็นการเล่นที่มีขั้นตอน คือหยอดกระปุกก่อน เมื่อได้มากพอก็ต่อขั้นที่สองคือนำไปฝากธนาคาร แล้วต่อไปขั้นที่สามคือการลงทุน เด็กก็จะรู้สึกสนุก ท้าทาย และอยากไปให้ถึงขั้นสูงๆค่ะ

สมัยเด็กๆดิฉันเคยหวงแหนธนบัตรใหม่ๆที่ได้มาในวันตรุษจีน เพราะอยู่ต่างจังหวัดธนบัตรที่หมุนเวียนส่วนใหญ่จะเก่ากว่าที่หมุนเวียนในกรุงเทพฯมาก แต่พอได้เรียนรู้ว่าการนำไปฝากจะทำให้เงินนี้สามารถเพิ่มจำนวนขึ้น และเราก็สามารถถอนออกมาเป็นธนบัตรใหม่ได้ในภายหลัง ความหวงแหนธนบัตรใหม่ก็หมดไป

ที่ยังไม่อยากแนะนำให้เด็กๆลงทุนในกองทุนหุ้นทุน เพราะเกรงว่าหากในบางช่วงเวลามูลค่าการลงทุนหดลดลงไปบ้าง เด็กจะทำใจไม่ได้ค่ะ แม้นักจิตวิทยาจะบอกว่าเด็กจะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสูญเสียบ้าง เช่น การถือลูกโป่งไม่ดี ก็อาจทำให้ลูกโป่งลอยขึ้นไปบนฟ้า สูญเสียลูกโป่งไปได้ หรือการจากไปของญาติผู้ใหญ่ แต่ดิฉันว่าสำหรับเรื่องการลงทุนนี้ อยากให้เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ดีๆ ให้เห็นการเติบโตของเงินลงทุนเป็นจุดเริ่มดีกว่า เอาไว้ให้โตเกิน 10 ขวบ แล้วค่อยเริ่มเรียนรู้ถึงความเสี่ยงในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อความคาดหวังในผลตอบแทนที่สูงขึ้นค่ะ

ทราบว่าหลายครอบครัวผู้ปกครองก็รับเป็นนายธนาคารเอง โดยให้ดอกเบี้ยในอัตราที่จูงใจทีเดียว ดิฉันเองก็เคยได้ดอกเบี้ยในอัตรา 100% จาก”ธนาคารคุณพ่อ” นับเป็นแรงกระตุ้นให้เก็บเงินได้ดีทีเดียวค่ะ แต่ต้องมีการบันทึกการฝากให้ดี และต้องปฏิบัติตามสัญญาด้วยนะคะ

อย่าลืมใช้โอกาสดีๆ สอนเยาวชนให้รู้ถึงคุณค่าของเงิน และรู้จักการออม เพื่อความมั่นคงในชีวิตนะคะ

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

Credit: http://www.one-asset.com/